บทเรียน..คนอกหักมติร่าง รธน. กับ คนยุค ล่าโปเกม่อน โก

บทเรียน..คนอกหักมติร่าง รธน. กับ คนยุค ล่าโปเกม่อน โก

บทเรียน..คนอกหักมติร่าง รธน. กับ คนยุค ล่าโปเกม่อน โก

ควันหลงจากการลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ บรรดาคนอกหัก ต่างออกมาระบายความเสียอกเสียใจ ด้านหนึ่งก็ยกย่องบรรดาคนที่ออกมาลงประชามติโดยเฉพาะ คนที่ไม่รับร่างว่ามีหัวใจประชาธิปไตย ให้กำลังอกกำลังใจกันไปตามประสา

อีกด้านหนึ่งก็ ระบายป้ายสี คนลงประชามติที่รับร่าง รธน. ว่าเป็นพวกที่ไม่ต้องการประชาธิปไตยบ้างละ เป็นพวกที่มาลงมติโดยไม่อ่าน รธน. หรือ อ่านไม่ครบ บ้างละ เป็นพวกที่ถอยหลังเข้าคลองบ้างละฯลฯ

แต่สิ่งที่บรรดาคนอกหัก ไม่เคยกระทำก็คือ สำรวจตัวเอง โดยเฉพาะ นักการเมืองและนักวิชาการบางคน บางกลุ่ม

ในขณะที่ปากบอกว่า ยอมรับกระบวนการประชาธิปไตย แต่เนื้อแท้กลับไม่ยอมรับผลของการลงประชามติในครั้งนี้ ปากที่เคยบอกว่า เสียงส่วนใหญ่คือ ประชาธิปไตย แต่พอเสียงส่วนใหญ่ออกมาไม่ตรงกับที่ตัวเองต้องการ ก็ ออกมาโวยวายว่า ดูถูกการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ครั้งนี้

การแสดงตัว โดยไม่ได้สำรวจตัวเอง โดยไม่ตั้งคำถาม กับสิ่งที่เกิดขึ้น ดูถูกคนที่ตัดสินใจส่วนใหญ่ ยกตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นมาตรฐานของประชาธิปไตย ใครที่คิดเห็นแตกต่างออกไป เป็นพวกไม่รู้จริง เป็นพวกที่หลงในอวิชา ตราหน้าว่าวันหนึ่งจะรู้สึก…?

แทนที่พวกเขาเหล่าบรรดาคนอกหัก จะนั่งทบทวนตัวเอง สืบค้นว่าเหตุใด มติเสียงส่วนใหญ่จึงตอบรับร่าง รธน. เพื่อ หาทางปรับปรุงตัวเองปรับปรุง หรือเพื่อจะได้เข้าใจบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ได้อย่างเท่าทัน

ใช่หรือไม่ สิ่งที่สะท้อนออกมา เป็นการบอกว่า มาตรฐานของการเมืองแบบเดิม วิธีการบริหารบ้านเมืองแบบเดิม ไม่ตอบโจทย์ให้กับคนส่วนใหญ่ ..? แม้ว่า ที่ผ่านมา การบริหารแบบใช้ประชานิยมหว่านประโยชน์ให้กับประชาชนขนานใหญ่ เพื่อดึงคนชั้นล่าง คนชั้นกลาง ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมาพวก แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เป็นผล..

ใช่หรือไม่..การบริหารบ้านเมืองและการทำตัวของบรรดานักการเมือง ไม่สามารถสร้างศรัทธา สร้างความเชื่อมั่นให้กับคนส่วนใหญ่ได้..โดยเฉพาะ การบริหารที่มีการคอรัปชั่นขนานใหญ่ การบริหารแล้วแบ่งแยกประชาชนออกเป็นฝ่าย เป็นพวกฉัน พวกเธอ พวกกู พวกมึง จนเป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาความวุ่นวายมีการใช้ความรุนแรงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีการใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าฝ่ายที่เห็นต่างอย่างโหดเหี้ยม ใช้อำนาจบาดใหญ่ ปล่อยให้พวกของตัวเองใช้กำลังทำร้ายฝ่ายตรงข้ามอย่างเปิดเผย..?

ใช่หรือไม่ การยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล คิดว่าไม่ว่า ตัวเองบอกอะไรออกไป ทุกคนจะเชื่อฟังเชื่อตาม ใช้ผลประโยชน์เป็นเหยื่อล่อให้คนเป็นพวก อ้างตัว อ้างการเลือกตั้งเป็นความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยขั้นสูงสุด แต่การกระทำกลับทำการโดยไร้ขอบเขตไร้ความรับผิดชอบแสวงหาประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง สิ่งเหล่านี้กลับเป็นตัวการที่ทำลายตัวเองลงไป….?

สิ่งที่บรรดาคนอกหัก ไม่เคยประเมิน ก็คือความเปลี่ยนแปลงของสังคม ที่ก้าวล้ำไปในโลกของเทคโนโลยี ก้าวไปในโลกของดิจิตอล หรือก้าวไปในโลกเสมือนจริงที่เรียกว่าสังคมโซเชียลฯขนานใหญ่ทั้งในเชิงลึก และเชิงกว้างอย่างไม่เคยเกิดมาก่อนในอดีต

ความไม่เข้าใจการสื่อสารของโลกดิจิตอล สังคมโซเชียล เป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ของบรรดาคนอกหัก จะว่าไปแม้พวกเขาจะมีตัวตนอยู่บนโลกเสมือนจริง มีการใช้เครื่องมือในสังคมโซเชียลก็จริง แต่ยังคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งอยู่นั้น ทำให้มองภาพผิดเพี้ยนประเมินผิดพลาดไปหมด จำนวนคนติดตามบนโลกโซเชียนไม่ว่าจำนวนมากเท่าไรก็ตาม ไม่ว่าจะฉลองยอดติดตาม 4 ล้าน 5 ล้าน 10 ล้านก็ตาม แต่ต้องเข้าใจว่า คนเหล่านี้เป็นคนที่มีการศึกษาระดับหนึ่ง และการเข้ามาติดตามก็เป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการดูความเคลื่อนไหว หรือช่องทางรับสารอย่างหนึ่ง และ พวกเขาเหล่านั้น ก็สามารถติดตาม เชื่อมต่อกับคนอีกหลายๆคน หลายๆกลุ่ม เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสาร รับสารอย่างกว้างขว้าง ขึ้น

และที่สำคัญที่สุด บนการเชื่อมต่อของโลกดิจิตอล มันสังคมเปิด และเปิดรับสารได้อย่างกว้างขวางแล้ว ยังเป็นสังคมที่สามารถสื่อสารสองทาง หรือหลายทาง ทำให้การสื่อสารแลกเปลี่ยนความเห็นเกิดขึ้นได้อย่างกว้างขวาง หลากหลายอีกด้วย

ดังนั้น บรรดา คนที่ยังยึดติดอยู่กับกรอบคิดเดิม ที่คิดว่า คนในสังคมนี้ รู้น้อย สามารถพูดดำให้เป็นขาวพูดขาวให้เป็นดำ การรับรู้ การเสาะแสวงหาข้อมูลข้อเท็จจริงยังจำกัดเหมือนยุคเดิม ที่กว่าจะรู้เหตุการณ์ต้องรอสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อทีวี มาบอก นั้น ประเมินผิดพลาดยิ่ง

วันนี้ บรรดาคนอกหัก แทนที่จะมานั่งรำพัน กล่าวโทษคนอื่นไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ลองกลับไปทบทวนตัวเอง ทบทวนความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่การสื่อสารไปไกล และสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างที่คนยุคเก่าคาดไม่ถึงเสียใหม่ ดูปรากฏการณ์ ล่าโปเกม่อน โก ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แล้วพยายามทำความเข้าใจ แทนที่จะกล่าวหาว่าเป็นพวก บ้าไร้สาระ ยึดตัวเองเป็นบรรทัดฐาน มิฉะนั้น จะกลายเป็นพวกตกยุคไม่อาจรับมือกับสังคมยุคใหม่ ยุค 4.0 ได้เท่าทัน …..

โดย เปลวไฟน้อย