เปิดเรื่องเล่าเหรียญ 5 บาท ที่กลายเป็นสิ่งมีค่าในแอฟริกา เพราะในหลวง ร.9

 

หนุ่มไทยเล่าประสบการณ์เหรียญ 5 บาทที่ประเทศซูดานเหนือ กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในเวลานี้ พร้อมกับเรื่องราวสุดซึ้งใจ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2560 ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างมีการแชร์ภาพจากเฟซบุ๊ก Anucha Bantak ซึ่งได้ทำงานในประเทศซูดานเหนือ พร้อมกับเรื่องราวความรู้สึกของคนที่นั่นต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 ดังนี้

ไม่ใช่แค่เหรียญห้าธรรมดา หากคนที่ถือรู้ค่าแค่ไหน

เด็กรถที่ผมนั่งประจำเมื่อเช้า จู่ ๆ ก็ถามว่าผมมีเหรียญของประเทศไทยติดตัวมามั้ย ผมก็ควานหาในกระเป๋าซักพักก็เจอเหรียญห้าบ้านเรา ในใจก็คิดแค่ว่าเด็กรถคนนี้คงอยากได้เหรียญแค่เป็นที่ระลึกแบบอยากได้สะสมไรประมาณนี้ แต่ซักพักเด็กรถก็เอาโทรศัพท์ของเค้ามาเปิดรูปข้างในที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ เอามาเปรียบเทียบกับเหรียญห้าที่ผมพึ่งให้ไป…..ผมอึ้ง !!!

แล้วเด็กรถก็พูดอะไรซักอย่างเป็นภาษา มุสลิมแล้วเอามือชี้ไปที่บนฟ้า (ประมาณว่าในหลวงทรงสวรรคต แล้วใช่มั้ย) ผมพยักหน้า ไม่น่าเชื่อว่าที่นี่แอฟริกา ดินแดนอันห่างไกลจากไทยสุดขอบโลก จะมีคนรู้จักพ่อหลวงเราถึงขั้นติดตามข่าวสารขนาดนี้ ผมรีบหาเหรียญเพิ่มในกระเป๋าเพื่อแจกคนขับรถและเด็กรถคันอื่น (มี 3 คัน) ที่มาดูแลพวกเราคนไทยใน แอฟริกาเหนือ ประเทศซูดาน ยอมรับว่าขนลุก ในพระบารมี พ่อหลวงครับ..

เหรียญจะธรรมดามาก ถ้าคนที่ถือไม่รู้คุณค่า แต่เหรียญห้าที่คนต่างชาติถืออยุ่ในมือนี้ เค้ารู้ว่ารูปภาพในเหรียญคือกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่น่าเอาแบบอย่าง ผมเชื่อว่าใครละจะไม่ให้เหรียญกับชายคนนี้ เหรียญห้าของผมกลายเป็นสิ่งมีค่าที่สุด ณ เวลานี้ครับ..คิดถึงเมืองไทยครับ

ที่มา :  kapook


รับทำ SEO บริการอันดับ 1 ด้านเว็บไซต์แบบครบวงจร เปลี่ยนเว็บไซต์เป็นเครื่องมือทำกำไรขั้นเทพ สร้างยอดขายไร้ขีดจำกัด สนใจทำSEO มาทางนี้เลย! เรายินดีให้คำปรึกษา ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ ประสบการณ์กว่า10ปี คลิกเลย! รับทำ SEO

เปิดเรื่องเล่าเหรียญ 5 บาท ที่กลายเป็นสิ่งมีค่าในแอฟริกา เพราะในหลวง ร.9

 

หนุ่มไทยเล่าประสบการณ์เหรียญ 5 บาทที่ประเทศซูดานเหนือ กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในเวลานี้ พร้อมกับเรื่องราวสุดซึ้งใจ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2560 ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างมีการแชร์ภาพจากเฟซบุ๊ก Anucha Bantak ซึ่งได้ทำงานในประเทศซูดานเหนือ พร้อมกับเรื่องราวความรู้สึกของคนที่นั่นต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 ดังนี้

ไม่ใช่แค่เหรียญห้าธรรมดา หากคนที่ถือรู้ค่าแค่ไหน

เด็กรถที่ผมนั่งประจำเมื่อเช้า จู่ ๆ ก็ถามว่าผมมีเหรียญของประเทศไทยติดตัวมามั้ย ผมก็ควานหาในกระเป๋าซักพักก็เจอเหรียญห้าบ้านเรา ในใจก็คิดแค่ว่าเด็กรถคนนี้คงอยากได้เหรียญแค่เป็นที่ระลึกแบบอยากได้สะสมไรประมาณนี้ แต่ซักพักเด็กรถก็เอาโทรศัพท์ของเค้ามาเปิดรูปข้างในที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ เอามาเปรียบเทียบกับเหรียญห้าที่ผมพึ่งให้ไป…..ผมอึ้ง !!!

แล้วเด็กรถก็พูดอะไรซักอย่างเป็นภาษา มุสลิมแล้วเอามือชี้ไปที่บนฟ้า (ประมาณว่าในหลวงทรงสวรรคต แล้วใช่มั้ย) ผมพยักหน้า ไม่น่าเชื่อว่าที่นี่แอฟริกา ดินแดนอันห่างไกลจากไทยสุดขอบโลก จะมีคนรู้จักพ่อหลวงเราถึงขั้นติดตามข่าวสารขนาดนี้ ผมรีบหาเหรียญเพิ่มในกระเป๋าเพื่อแจกคนขับรถและเด็กรถคันอื่น (มี 3 คัน) ที่มาดูแลพวกเราคนไทยใน แอฟริกาเหนือ ประเทศซูดาน ยอมรับว่าขนลุก ในพระบารมี พ่อหลวงครับ..

เหรียญจะธรรมดามาก ถ้าคนที่ถือไม่รู้คุณค่า แต่เหรียญห้าที่คนต่างชาติถืออยุ่ในมือนี้ เค้ารู้ว่ารูปภาพในเหรียญคือกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่น่าเอาแบบอย่าง ผมเชื่อว่าใครละจะไม่ให้เหรียญกับชายคนนี้ เหรียญห้าของผมกลายเป็นสิ่งมีค่าที่สุด ณ เวลานี้ครับ..คิดถึงเมืองไทยครับ

ที่มา :  kapook


รับทำ SEO บริการอันดับ 1 ด้านเว็บไซต์แบบครบวงจร เปลี่ยนเว็บไซต์เป็นเครื่องมือทำกำไรขั้นเทพ สร้างยอดขายไร้ขีดจำกัด สนใจทำSEO มาทางนี้เลย! เรายินดีให้คำปรึกษา ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ ประสบการณ์กว่า10ปี คลิกเลย! รับทำ SEO

ประชาชนหลั่งไหลเต็มศิริราช-ร่วมพิธีครบ 1 ปีเสด็จสวรรคต

 

เวลา 05.30 น. วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2560 ผู้สื่อข่าว รายงานบรรยากาศการจัดงาน “ศิระกรานพระภูบาล นวมินทร์” ที่โรงพยาบาลศิริราชเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า มีประชาชนจำนวนมากต่างเดินทางมาร่วมกิจกรรมซึ่งจะจัดขึ้นตลอดทั้งวัน รวมถึงร่วมตักบาตรพระสงฆ์  199 รูปในช่วงเช้าด้วย ก่อนหน้านี้ ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า โรงพยาบาลศิริราชร่วมกับกองทัพเรือ จัดงาน “ศิระกรานพระภูบาล นวมินทร์” ในวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2560 เพื่อน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อโรงพยาบาลศิริราชเสมอมา รวมถึงนับเป็นวันครบรอบ 1 ปี ของการเสด็จสวรรคต

 โดยกิจกรรมภายในงานศิระกรานพระภูบาล นวมินทร์ จะเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 05.30 น.  มีพิธีทำบุญตักบาตร (ข้าวสารอาหารแห้ง) แด่พระสงฆ์ 199 รูป จากนั้นเป็นพิธีอัญเชิญไฟประทานจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และพิธีถวายราชสักการะ การแสดงปาฐกถา พิธีบำเพ็ญกุศลครบรอบ 1 ปี แห่งการสวรรคต

ต่อมาในเวลา 15.00-16.15 น. เป็นการแสดงพระธรรมเทศนาและเจริญจิตตภาวนา โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (หรือผู้แทน) ณ ศาลาศิริราช 100 ปี ในช่วงเย็นมีการแสดงชุด “พระมหาชนก” เนื่องจากเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พระองค์เสด็จสวรรคตในเวลา 15.52 น.

เวลา 19.00 น. พิธี “ศิระกรานพระภูบาล นวมินทร์” บริเวณลานพระราชานุสาวรีย์ จะร่วมกันจุดเทียนเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเวลาประมาณ 21.00 น. จะเป็นการแสดงธรรมบรรยาย และพิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสถ่ายทอดสดตลอดงาน

 

 

ที่มา :  kapook


รับทำ SEO บริการอันดับ 1 ด้านเว็บไซต์แบบครบวงจร เปลี่ยนเว็บไซต์เป็นเครื่องมือทำกำไรขั้นเทพ สร้างยอดขายไร้ขีดจำกัด สนใจทำSEO มาทางนี้เลย! เรายินดีให้คำปรึกษา ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ ประสบการณ์กว่า10ปี คลิกเลย! รับทำ SEO

ประชาชนหลั่งไหลเต็มศิริราช-ร่วมพิธีครบ 1 ปีเสด็จสวรรคต

 

เวลา 05.30 น. วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2560 ผู้สื่อข่าว รายงานบรรยากาศการจัดงาน “ศิระกรานพระภูบาล นวมินทร์” ที่โรงพยาบาลศิริราชเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า มีประชาชนจำนวนมากต่างเดินทางมาร่วมกิจกรรมซึ่งจะจัดขึ้นตลอดทั้งวัน รวมถึงร่วมตักบาตรพระสงฆ์  199 รูปในช่วงเช้าด้วย ก่อนหน้านี้ ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า โรงพยาบาลศิริราชร่วมกับกองทัพเรือ จัดงาน “ศิระกรานพระภูบาล นวมินทร์” ในวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2560 เพื่อน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อโรงพยาบาลศิริราชเสมอมา รวมถึงนับเป็นวันครบรอบ 1 ปี ของการเสด็จสวรรคต

 โดยกิจกรรมภายในงานศิระกรานพระภูบาล นวมินทร์ จะเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 05.30 น.  มีพิธีทำบุญตักบาตร (ข้าวสารอาหารแห้ง) แด่พระสงฆ์ 199 รูป จากนั้นเป็นพิธีอัญเชิญไฟประทานจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และพิธีถวายราชสักการะ การแสดงปาฐกถา พิธีบำเพ็ญกุศลครบรอบ 1 ปี แห่งการสวรรคต

ต่อมาในเวลา 15.00-16.15 น. เป็นการแสดงพระธรรมเทศนาและเจริญจิตตภาวนา โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (หรือผู้แทน) ณ ศาลาศิริราช 100 ปี ในช่วงเย็นมีการแสดงชุด “พระมหาชนก” เนื่องจากเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พระองค์เสด็จสวรรคตในเวลา 15.52 น.

เวลา 19.00 น. พิธี “ศิระกรานพระภูบาล นวมินทร์” บริเวณลานพระราชานุสาวรีย์ จะร่วมกันจุดเทียนเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเวลาประมาณ 21.00 น. จะเป็นการแสดงธรรมบรรยาย และพิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสถ่ายทอดสดตลอดงาน

 

 

ที่มา :  kapook


รับทำ SEO บริการอันดับ 1 ด้านเว็บไซต์แบบครบวงจร เปลี่ยนเว็บไซต์เป็นเครื่องมือทำกำไรขั้นเทพ สร้างยอดขายไร้ขีดจำกัด สนใจทำSEO มาทางนี้เลย! เรายินดีให้คำปรึกษา ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ ประสบการณ์กว่า10ปี คลิกเลย! รับทำ SEO

แชร์สนั่น เด็ก ม.4 สุดเก่ง ได้เกรด 4 13 วิชา แม่ให้เงินหมื่นเป็นรางวัล

 

    โลกออนไลน์แห่แชร์ภาพน้องรักษ์ สาวน้อย ม.4 ได้เกรด 4 13 วิชา แม่ตบรางวัลให้ 1.3 หมื่นบาท เจ้าตัวเผยคนคอมเมนต์แง่ลบก็ห้ามความคิดไม่ได้ กลับกันมองเป็นแรงผลักดันโลกออนไลน์แห่กดแชร์โพสต์ของสาวน้อย ม.4 รายหนึ่ง ที่ได้รางวัลตอบแทนการเรียนดีจากแม่ เป็นเงิน 13,000 บาท พร้อมระบุข้อความว่า “เกรดเทอมนี้ว่าไง 555 3.82 ที่ 1 ห้อง ที่ 1 สายชั้น โอเคแม่ปลื้ม 4 13 ตัว 13000 นะจ๊ะ 555 หายเหนื่อยไหมแม่ หายไข้เลยไหม ลูกทำเต็มที่แล้ว รักแม่นะ” อย่างไรก็ตามมีคนคอมเมนต์ว่าการให้รางวัลลูกแบบนี้เป็นดาบ 2 คม ทำให้เด็กทำเพื่อหวังผลตอบแทน จนกลายมาเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์

ล่าสุด วันที่ 10 ตุลาคม 2560 ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง น.ส.ทิพรดา สุขโสภา หรือ น้องรักษ์ อายุ 15 ปี นักเรียนชั้น ม.4 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สงขลา เผยว่า ที่โพสต์ลงเฟซบุ๊กเพื่อเตือนความจำตัวเองเมื่อวันครบรอบมาถึง อีกทั้งเป็นแรงผลักดันให้ตนก้าวไปถึงอาชีพตำรวจ หนึ่งในอาชีพที่ใฝ่ฝันไว้ คุณแม่ก็พยายามปลูกฝังให้รักการเรียนมาโดยตลอด

 

น้องรักษ์ บอกอีกว่า ตอนอยู่ ม.1 ก็ได้ที่ 4 ของสายชั้น และช่วง ม.2-3 ก็สอบได้ที่ 2 ของสายชั้น และตอนนี้ ม.4 ก็สอบได้เกรดเฉลี่ยสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 จากทั้งหมด 90 คน ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนได้จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรพร้อมกับทุนการศึกษาให้แก่อันดับ 1-3 เป็นประจำทุก ๆ ปี ด้วยการเชิญผู้ปกครองขึ้นไปรับพร้อมกับนักเรียน ตนตั้งใจเรียนไม่กดดันตัวเอง กลับมาถึงบ้านก็จะนั่งทบทวนบทเรียน พร้อมกับทำการบ้านให้เสร็จโดยไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง สำหรับภาพที่โพสต์ลงไปนั้นใครที่เข้ามาคอมเมนต์ทางลบ ตนจะปล่อยผ่าน เพราะห้ามความคิดใครไม่ได้ คิดว่าเป็นแรงผลักดันให้ตนก้าวต่อไปเรื่อย ๆ และขอบคุุณคนที่เข้ามาให้กำลังใจ

ส่วนเรื่องที่แม่มอบเงินให้ 13,000 บาท นั้น แม่ได้นำเงินไปดาวน์รถมอเตอร์ไซค์ให้ เพราะต้องขี่ไปโรงเรียน และขี่ไปเรียนวิชานักศึกษาวิชาทหาร เพราะสถานที่เรียนอยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 7-8 กิโลเมตร

 

 

ที่มา : sanook


รับทำ SEO โปรโมทเว็บไซต์ ให้ติดหน้าแรก Google เปลี่ยนเว็บไซต์เป็นเครื่องมือทำกำไรขั้นเทพ เพื่อเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจสูงสุด รับประกันอันดับทำ SEO ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ สนใจคลิกเลย! รับทำ SEO

แชร์สนั่น เด็ก ม.4 สุดเก่ง ได้เกรด 4 13 วิชา แม่ให้เงินหมื่นเป็นรางวัล

 

    โลกออนไลน์แห่แชร์ภาพน้องรักษ์ สาวน้อย ม.4 ได้เกรด 4 13 วิชา แม่ตบรางวัลให้ 1.3 หมื่นบาท เจ้าตัวเผยคนคอมเมนต์แง่ลบก็ห้ามความคิดไม่ได้ กลับกันมองเป็นแรงผลักดันโลกออนไลน์แห่กดแชร์โพสต์ของสาวน้อย ม.4 รายหนึ่ง ที่ได้รางวัลตอบแทนการเรียนดีจากแม่ เป็นเงิน 13,000 บาท พร้อมระบุข้อความว่า “เกรดเทอมนี้ว่าไง 555 3.82 ที่ 1 ห้อง ที่ 1 สายชั้น โอเคแม่ปลื้ม 4 13 ตัว 13000 นะจ๊ะ 555 หายเหนื่อยไหมแม่ หายไข้เลยไหม ลูกทำเต็มที่แล้ว รักแม่นะ” อย่างไรก็ตามมีคนคอมเมนต์ว่าการให้รางวัลลูกแบบนี้เป็นดาบ 2 คม ทำให้เด็กทำเพื่อหวังผลตอบแทน จนกลายมาเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์

ล่าสุด วันที่ 10 ตุลาคม 2560 ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง น.ส.ทิพรดา สุขโสภา หรือ น้องรักษ์ อายุ 15 ปี นักเรียนชั้น ม.4 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สงขลา เผยว่า ที่โพสต์ลงเฟซบุ๊กเพื่อเตือนความจำตัวเองเมื่อวันครบรอบมาถึง อีกทั้งเป็นแรงผลักดันให้ตนก้าวไปถึงอาชีพตำรวจ หนึ่งในอาชีพที่ใฝ่ฝันไว้ คุณแม่ก็พยายามปลูกฝังให้รักการเรียนมาโดยตลอด

 

น้องรักษ์ บอกอีกว่า ตอนอยู่ ม.1 ก็ได้ที่ 4 ของสายชั้น และช่วง ม.2-3 ก็สอบได้ที่ 2 ของสายชั้น และตอนนี้ ม.4 ก็สอบได้เกรดเฉลี่ยสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 จากทั้งหมด 90 คน ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนได้จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรพร้อมกับทุนการศึกษาให้แก่อันดับ 1-3 เป็นประจำทุก ๆ ปี ด้วยการเชิญผู้ปกครองขึ้นไปรับพร้อมกับนักเรียน ตนตั้งใจเรียนไม่กดดันตัวเอง กลับมาถึงบ้านก็จะนั่งทบทวนบทเรียน พร้อมกับทำการบ้านให้เสร็จโดยไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง สำหรับภาพที่โพสต์ลงไปนั้นใครที่เข้ามาคอมเมนต์ทางลบ ตนจะปล่อยผ่าน เพราะห้ามความคิดใครไม่ได้ คิดว่าเป็นแรงผลักดันให้ตนก้าวต่อไปเรื่อย ๆ และขอบคุุณคนที่เข้ามาให้กำลังใจ

ส่วนเรื่องที่แม่มอบเงินให้ 13,000 บาท นั้น แม่ได้นำเงินไปดาวน์รถมอเตอร์ไซค์ให้ เพราะต้องขี่ไปโรงเรียน และขี่ไปเรียนวิชานักศึกษาวิชาทหาร เพราะสถานที่เรียนอยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 7-8 กิโลเมตร

 

 

ที่มา : sanook


รับทำ SEO โปรโมทเว็บไซต์ ให้ติดหน้าแรก Google เปลี่ยนเว็บไซต์เป็นเครื่องมือทำกำไรขั้นเทพ เพื่อเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจสูงสุด รับประกันอันดับทำ SEO ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ สนใจคลิกเลย! รับทำ SEO

แม่แทบขาดใจ..ได้ข่าวลูกชายตายที่เกาหลี หลังไปทำงานแบบหลบหนี

  แม่แทบขาดใจ ได้ข่าวลูกชายหัวใจล้มเหลว เสียชีวิตที่เกาหลีใต้ หลังไปทำงาน ด้านจัดหางานช่วยไม่ได้เพราะหลบหนีไปทำงานแบบผิดกฎหมาย จากกรณที่ เฟซบุ๊ก Nattawuth Phutsadee ได้โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า “ญาติใครครับเสียชีวิตที่เกาหลีใต้ หัวใจล้มเหลว ไม่มีวีซ่าไปแบบท่องเที่ยวแต่หลบทำงาน เพื่อน ๆ ช่วยประกาศบริจาคเงินหาค่าเครื่องบินส่งร่างกลับบ้านเกิด” พร้อมภาพพาสปอร์ตของผู้ตาย ปรากฏชื่อ นายประพันธ์ กำมณี อายุ 28 ปี ชาว จ.อุดรธานี นั้น

 ล่าสุดวันที่ 9 ตุลาคม 2560 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยัง บ้านหนองหัวคู ต.หนองหัวคู อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี พบมีการตั้งเต็นท์เตรียมงานศพ และพบนางจันทร์เพ็ญ กำมณี อายุ 46 ปี แม่ของนายประพันธ์ หรือ เอ็ม ผู้เสียชีวิต พร้อมญาติ และชาวบ้านที่ทราบข่าว เดินทางมาให้กำลังใจนางจันทร์เพ็ญ ซึ่งที่หน้าบ้านตั้งโต๊ะ นำภาพถ่ายของนายประพันธ์มาวางไว้ พร้อมจุดธูปเทียนทำพิธีทางศาสนา รอที่จะนำศพของนายประพันธ์กลับมายังบ้าน

ด้าน นางยุทธศาสตร์ ทูลกลาง นักวิชาการแรงงานชำนาญการ สำนักงานจัดหางาน จ.อุดรธานี ได้เดินทางมาสอบถามนางจันทร์เพ็ญ เรื่องการเดินทางไปทำงานของผู้ตาย ทราบว่าผู้ตายไปทำงานโดยผิดกฎหมายถึง 3 ปี พร้อมนายเดือน กำมณี อายุ 54 ปี ผู้เป็นพ่อ ทั้งนี้ทางสำนักงานจัดหางานไม่สามารถช่วยเหลือได้ แต่ได้ให้คำแนะนำในการติดต่อรับศพกลับมาที่ประเทศไทย

นางจันทร์เพ็ญ เล่าทั้งน้ำตาว่า ครอบครัวมีอาชีพทำนาทำไร่ มีลูก 2 คน ผู้ตายเป็นลูกคนโต เป็นโสด ยังไม่มีครอบครัว หลังจากเรียนจบ ม.6 ได้ทำนาและค้าขายอยู่ในหมู่บ้าน กระทั่งอายุ 25 ปี ได้กู้เงินนอกระบบ 2 แสนบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 บาท ส่งผู้ตายไปทำงานโรงงานพลาสติกที่ประเทศไต้หวันกับน้องชาย ได้เงินเดือน 20,000 บาท หักค่าใช้จ่ายจะเหลือเงินส่งกลับบ้านเพียง 8,000 บาท ทำงานได้เพียงปีกว่าก็กลับบ้าน เพราะเงินเดือนน้อย ทำให้ใช้หนี้ไม่พอจึงแบ่งที่นาขายไปใช้หนี้

นางจันทร์เพ็ญ เล่าอีกว่า เมื่อ 3 ปี ก่อน สามีได้ชวนลูกชายไปทำงานโรงงานไก่ ที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยไปแบบหลบหนีเข้าเมือง หรือชาวบ้านเรียกว่าไปแบบ “ผี” ซึ่งมีคนในหมู่บ้านทำงานอยู่ก่อนแล้ว ได้ชักชวนไปได้ยืมเงินกู้นอกระบบอีก 3 แสนบาท ให้สามีกับลูกเดินทางไปเสี่ยงโชคที่เกาหลีใต้ โชคดีที่ได้เงินเดือน 4-5 หมื่นบาท สองคนส่งเงินกลับมาบ้านรวมกัน 6 หมื่น ตนนำใช้หนี้จนหมด และยังได้สร้างบ้านใหม่ 1 หลัง ลูกยังซื้อรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ไว้ 1 คัน

และลูกชายได้บอกว่าเมื่อกลับมาแล้วจะให้พ่อ-แม่ไปสู่ขอแฟนสาว เพื่อแต่งงานช่วงปีใหม่ 2561 โดยจองตั๋วเครื่องบินกลับเมืองไทยเวลา 08.00 น. วันที่ 8 ตุลาคม 2560 ซึ่งตนและญาติได้รอรับลูกอยู่บ้าน แต่วันที่ 7 ตุลาคม สามีได้บอกตนว่า ลูกไม่สบาย ได้พาไปหาหมอตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล แต่ยังไม่ทราบผลว่าป่วยเป็นอะไร รู้แต่ว่าเหนื่อยและไอ ไม่ได้ไปทำงานนอนอยู่ในห้องพัก ตนนึกว่าลูกป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดา เพราะลูกไม่มีโรคประจำตัว ร่างกายอาจจะอ่อนเพลียเท่านั้น

กระทั่งต่อมา ลูกชายได้โทร. มาหา บอกว่าเหนื่อยมาก หายใจไม่ออก ไม่รู้ว่าเขาจะอนุญาตให้ขึ้นเครื่องกลับบ้านหรือไม่ จากนั้นก็ได้ยินเสียงลูกไอและโทรศัพท์หลุดมือ แต่ยังไม่ตัดสาย ตนจึงเรียกลูก แต่ไม่ตอบ กระทั่งสามีบกลับจากทำาน เห็นลูกไอเป็นเลือด นอนหมดสติบนที่นอน จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งหมอบอกว่าเสียชีวิตแล้ว เพราะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน จึงได้ให้นายจ้างโทรศัพท์มาแจ้งข่าวร้ายกับตน

 

นางจันทร์เพ็ญ บอกด้วยว่า หากรู้ว่าลูกไปแล้วจะตาย จะไม่ยอมให้ลูกไปเด็ดขาด แม้จะทุกข์ยากอย่างไรก็จะอดทนทำมาหากินอยู่บ้าน หากแลกชีวิตกับลูกได้ก็จะขอแลกให้ลูกกลับมา ทั้งนี้สามีของตนกำลังดำเนินเรื่องส่งตัวลูกชายกลับบ้าน โดยมีแรงงานชาวไทยในเกาหลี ประกาศทางเพจเปิดรับบริจาคส่งลูกชายกลับมาบ้าน ซึ่งนายจ้างบอกว่าจะช่วยเหลือทุกอย่าง อาจจะเป็นการนำศพกลับมาบ้าน แต่ต้องใช้เงินจำนวนมาก 4-5 แสนบาท หรืออาจจะทำพิธีฌาปณกิจศพที่เกาหลี แล้วนำเถ้ากระดูกกลับมาก็ได้

ด้านนางยุทธศาสตร์ เปิดเผยว่า ทราบว่า ผู้ตายไปทำงานที่เกาหลีใต้แบบผิดกฎหมาย หรือที่เรียกว่าแรงงานผี ไม่ผ่านทางกรมการจัดหางาน โดยไปทำงานพร้อมกับนายเดือนผู้เป็นพ่อ เบื้องต้นทาง สำนักงานจัดหางานจังหวัด ไม่สามารถให้ความช่วยเหลืออะไรได้ เพราะเป็นการลักลอบไปทำงานแบบผิดกฏหมาย จึงให้ทางครอบครัวประสานไปยังสถานกงสุล ในการติดต่อรับศพกลับมา และทราบว่าทางนายจ้างชาวเกาหลี พร้อมให้ความช่วยเหลือในการนำร่างกลับบ้าน แต่ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก หากนำเป็นเถ้ากระดูกกลับมา ค่าใช้จ่ายจะถูกลง และยังจะเหลือเงินสำหรับดำเนินการต่าง ๆ ได้ ซึ่งทั้งนี้ทราบว่าผู้เป็นพ่อ จะเป็นผู้นำนายประพันธ์ กลับมาเอง

 

ที่มา :  kapook ,Nattawuth Phutsadee, ประพันธ์ กำมณี


สนใจ ทำSEO ทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับ 1 ของหน้า google หรือทำเว็บไซต์ให้ปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด มาทางนี้เลย! เรายินดีให้คำปรึกษา ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ คลิกเลย! รับทำ SEO

แม่แทบขาดใจ..ได้ข่าวลูกชายตายที่เกาหลี หลังไปทำงานแบบหลบหนี

  แม่แทบขาดใจ ได้ข่าวลูกชายหัวใจล้มเหลว เสียชีวิตที่เกาหลีใต้ หลังไปทำงาน ด้านจัดหางานช่วยไม่ได้เพราะหลบหนีไปทำงานแบบผิดกฎหมาย จากกรณที่ เฟซบุ๊ก Nattawuth Phutsadee ได้โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า “ญาติใครครับเสียชีวิตที่เกาหลีใต้ หัวใจล้มเหลว ไม่มีวีซ่าไปแบบท่องเที่ยวแต่หลบทำงาน เพื่อน ๆ ช่วยประกาศบริจาคเงินหาค่าเครื่องบินส่งร่างกลับบ้านเกิด” พร้อมภาพพาสปอร์ตของผู้ตาย ปรากฏชื่อ นายประพันธ์ กำมณี อายุ 28 ปี ชาว จ.อุดรธานี นั้น

 ล่าสุดวันที่ 9 ตุลาคม 2560 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยัง บ้านหนองหัวคู ต.หนองหัวคู อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี พบมีการตั้งเต็นท์เตรียมงานศพ และพบนางจันทร์เพ็ญ กำมณี อายุ 46 ปี แม่ของนายประพันธ์ หรือ เอ็ม ผู้เสียชีวิต พร้อมญาติ และชาวบ้านที่ทราบข่าว เดินทางมาให้กำลังใจนางจันทร์เพ็ญ ซึ่งที่หน้าบ้านตั้งโต๊ะ นำภาพถ่ายของนายประพันธ์มาวางไว้ พร้อมจุดธูปเทียนทำพิธีทางศาสนา รอที่จะนำศพของนายประพันธ์กลับมายังบ้าน

ด้าน นางยุทธศาสตร์ ทูลกลาง นักวิชาการแรงงานชำนาญการ สำนักงานจัดหางาน จ.อุดรธานี ได้เดินทางมาสอบถามนางจันทร์เพ็ญ เรื่องการเดินทางไปทำงานของผู้ตาย ทราบว่าผู้ตายไปทำงานโดยผิดกฎหมายถึง 3 ปี พร้อมนายเดือน กำมณี อายุ 54 ปี ผู้เป็นพ่อ ทั้งนี้ทางสำนักงานจัดหางานไม่สามารถช่วยเหลือได้ แต่ได้ให้คำแนะนำในการติดต่อรับศพกลับมาที่ประเทศไทย

นางจันทร์เพ็ญ เล่าทั้งน้ำตาว่า ครอบครัวมีอาชีพทำนาทำไร่ มีลูก 2 คน ผู้ตายเป็นลูกคนโต เป็นโสด ยังไม่มีครอบครัว หลังจากเรียนจบ ม.6 ได้ทำนาและค้าขายอยู่ในหมู่บ้าน กระทั่งอายุ 25 ปี ได้กู้เงินนอกระบบ 2 แสนบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 บาท ส่งผู้ตายไปทำงานโรงงานพลาสติกที่ประเทศไต้หวันกับน้องชาย ได้เงินเดือน 20,000 บาท หักค่าใช้จ่ายจะเหลือเงินส่งกลับบ้านเพียง 8,000 บาท ทำงานได้เพียงปีกว่าก็กลับบ้าน เพราะเงินเดือนน้อย ทำให้ใช้หนี้ไม่พอจึงแบ่งที่นาขายไปใช้หนี้

นางจันทร์เพ็ญ เล่าอีกว่า เมื่อ 3 ปี ก่อน สามีได้ชวนลูกชายไปทำงานโรงงานไก่ ที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยไปแบบหลบหนีเข้าเมือง หรือชาวบ้านเรียกว่าไปแบบ “ผี” ซึ่งมีคนในหมู่บ้านทำงานอยู่ก่อนแล้ว ได้ชักชวนไปได้ยืมเงินกู้นอกระบบอีก 3 แสนบาท ให้สามีกับลูกเดินทางไปเสี่ยงโชคที่เกาหลีใต้ โชคดีที่ได้เงินเดือน 4-5 หมื่นบาท สองคนส่งเงินกลับมาบ้านรวมกัน 6 หมื่น ตนนำใช้หนี้จนหมด และยังได้สร้างบ้านใหม่ 1 หลัง ลูกยังซื้อรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ไว้ 1 คัน

และลูกชายได้บอกว่าเมื่อกลับมาแล้วจะให้พ่อ-แม่ไปสู่ขอแฟนสาว เพื่อแต่งงานช่วงปีใหม่ 2561 โดยจองตั๋วเครื่องบินกลับเมืองไทยเวลา 08.00 น. วันที่ 8 ตุลาคม 2560 ซึ่งตนและญาติได้รอรับลูกอยู่บ้าน แต่วันที่ 7 ตุลาคม สามีได้บอกตนว่า ลูกไม่สบาย ได้พาไปหาหมอตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล แต่ยังไม่ทราบผลว่าป่วยเป็นอะไร รู้แต่ว่าเหนื่อยและไอ ไม่ได้ไปทำงานนอนอยู่ในห้องพัก ตนนึกว่าลูกป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดา เพราะลูกไม่มีโรคประจำตัว ร่างกายอาจจะอ่อนเพลียเท่านั้น

กระทั่งต่อมา ลูกชายได้โทร. มาหา บอกว่าเหนื่อยมาก หายใจไม่ออก ไม่รู้ว่าเขาจะอนุญาตให้ขึ้นเครื่องกลับบ้านหรือไม่ จากนั้นก็ได้ยินเสียงลูกไอและโทรศัพท์หลุดมือ แต่ยังไม่ตัดสาย ตนจึงเรียกลูก แต่ไม่ตอบ กระทั่งสามีบกลับจากทำาน เห็นลูกไอเป็นเลือด นอนหมดสติบนที่นอน จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งหมอบอกว่าเสียชีวิตแล้ว เพราะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน จึงได้ให้นายจ้างโทรศัพท์มาแจ้งข่าวร้ายกับตน

 

นางจันทร์เพ็ญ บอกด้วยว่า หากรู้ว่าลูกไปแล้วจะตาย จะไม่ยอมให้ลูกไปเด็ดขาด แม้จะทุกข์ยากอย่างไรก็จะอดทนทำมาหากินอยู่บ้าน หากแลกชีวิตกับลูกได้ก็จะขอแลกให้ลูกกลับมา ทั้งนี้สามีของตนกำลังดำเนินเรื่องส่งตัวลูกชายกลับบ้าน โดยมีแรงงานชาวไทยในเกาหลี ประกาศทางเพจเปิดรับบริจาคส่งลูกชายกลับมาบ้าน ซึ่งนายจ้างบอกว่าจะช่วยเหลือทุกอย่าง อาจจะเป็นการนำศพกลับมาบ้าน แต่ต้องใช้เงินจำนวนมาก 4-5 แสนบาท หรืออาจจะทำพิธีฌาปณกิจศพที่เกาหลี แล้วนำเถ้ากระดูกกลับมาก็ได้

ด้านนางยุทธศาสตร์ เปิดเผยว่า ทราบว่า ผู้ตายไปทำงานที่เกาหลีใต้แบบผิดกฎหมาย หรือที่เรียกว่าแรงงานผี ไม่ผ่านทางกรมการจัดหางาน โดยไปทำงานพร้อมกับนายเดือนผู้เป็นพ่อ เบื้องต้นทาง สำนักงานจัดหางานจังหวัด ไม่สามารถให้ความช่วยเหลืออะไรได้ เพราะเป็นการลักลอบไปทำงานแบบผิดกฏหมาย จึงให้ทางครอบครัวประสานไปยังสถานกงสุล ในการติดต่อรับศพกลับมา และทราบว่าทางนายจ้างชาวเกาหลี พร้อมให้ความช่วยเหลือในการนำร่างกลับบ้าน แต่ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก หากนำเป็นเถ้ากระดูกกลับมา ค่าใช้จ่ายจะถูกลง และยังจะเหลือเงินสำหรับดำเนินการต่าง ๆ ได้ ซึ่งทั้งนี้ทราบว่าผู้เป็นพ่อ จะเป็นผู้นำนายประพันธ์ กลับมาเอง

 

ที่มา :  kapook ,Nattawuth Phutsadee, ประพันธ์ กำมณี


สนใจ ทำSEO ทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับ 1 ของหน้า google หรือทำเว็บไซต์ให้ปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด มาทางนี้เลย! เรายินดีให้คำปรึกษา ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ คลิกเลย! รับทำ SEO

อม”พระรอด”..แต่ไม่รอด เสี่ยหนุ่ม-พริตตี้สาวซิ่งบีเอ็มแหกด่าน ตร.ค้นรถถึงผงะ!!

 

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่สภ.หลังสวน อ.หลังสวน จ.ชุมพร พ.ต.ท.ไพศาล ศรีสวัสดิ์ สวป.สภ.หลังสวน เปิดเผยว่า ในช่วงเวลา18.30 วันที่ 7 ตค. ในขณะที่ ตั้งด่านตรวจบนถนนสาย หลังสวน-ละแม ต.บ่างมะพร้าว อ.หลังสวน จ.ชุมพร ตามนโยบายกวาดล้างอาชญากรรม ช่วงเดือน ตค.นี้ ได้มีรถเก๋งบีเอ็ม รุ่น 320D สีขาว ทะเบียน2 กถ 366กทม. แล่นมาด้วยความเร็วสูง ตอนแรกทำทีเหมือนจะจอดรถให้ตรวจค้น แต่กลับเร่งความเร็วแหกด่านตรวจ ไปในทิศทาง อ.ละแม จ.ชุมพร

ตำรวจจึงได้ขับรถยนต์กะบะสายตรวจ ไล่ติดตามรถเก๋งบีเอ็มวิ่งหนีเข้าไปในซอยตัน แล้วถอยหลังออกมาด้วยความเร็ว พุ่งชนรถสายตรวจตำรวจอย่างแรง จนตำรวจต้องหักหลบ แต่ ทำให้รถด้านคนขับเสียหายพังทั้งแถบ คนร้ายภายในรถ ซึ่งเป็นชายหนุ่ม 1 คน และหญิงสาวสวยอีก 1คน ยังคงจะขับรถหลบหนีต่อ

ในจังหวะนั้นได้มีรถจยย.ของชาวบ้าน วิ่งเข้ามาจอดริมถนน ในจุดที่เกิดเหตุ คนร้ายที่เป็นผู้ชายจึงวิ่งออกมาจากรถบีเอ็ม ตรงเข้าไปชิงรถจยย.ของชาวบ้าน แล้วขับหลบหนี ทำให้ ตำรวจสายตรวจ 2 คนที่ติดตามเข้าไปติดๆ พุ่งกระชากตัวคนร้าย และ ดึงรถ จยย.ไว้ได้ ทำให้คนร้ายสิ้นฤทธิ์ ยอมให้จับกุม

 

 

จากการสอบสวนคนร้ายรายนี้มีชื่อว่านายสินชัย สอนสินลา อายุ 31 ชาวอ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เป็นเจ้าของแผงเช่าพระขนาดใหญ่ใน อ.เมืองชุมพร และน.ส.ศิริรัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี ชาวอ.โนนนารายณ์ จ.สุรินทร์ เป็นพริตตี้ โชว์ตามงานมอเตอร์โชว์

จากการสอบสวน นส.ศิริรัตน์ให้การว่า รู้จักกับนายสินชัย หรือเสี่ยอ้วน มาร่วม 2 ปี เมื่อ 2-3 วันก่อนได้ ขับรถบีเอ็มคันดังกล่าว มาจากกทม. มาหานายอ้วนที่ชุมพร เพื่อไปเที่ยวด้วยกันที่ จ.สุราษฏร์ธานี จนกระทั่งเช้าวันนี้ได้ออกจากสุราษฏร์ธานี แวะทำบุญตามวัดต่างๆ มีนายอ้วนเป็นผู้ขับรถ จนเข้าเขต อ.หลังสวน จ.ชุมพร นายอ้วนก็มีอาการ คล้ายคนถูกของขลัง มีอาการพูดจาเพ้อ ยกมือไหว้ตลอดเวลา จนกระทั่งมาเจอด่านตำรวจ และเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

จากนั้นตำรวจได้ตรวจค้นทั้งในตัวของคนทั้ง 2 และในรถยนต์ ในที่สุดก็พบว่าในกระโปรงท้ายรถ มีอาวุธปืน 9 มม.แมกนั่ม มีทะเบียน บรรจุกระสุนปืนเต็มแม็ก แต่ที่น่าตะลึง คือยังพบกระสุนปืน ขนาดต่างๆ อาทิ .380 จำนวน 40 นัด ขนาด7.56 จำนวน 7 นัด ขนาด9 มม.จำนวน 19 นัด ขนาด.22 จำนวน 4 นัด รวมกระสุนทั้งสิ้น 69 นัด เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์ 1 เครื่อง

 

จากการตรวจสอบ ไม่พบว่านายอ้วนมีใบอนุญาตพกอาวุธปืน อีกทั้งนายอ้วนยังให้การวกวน จับใจความไม่ได้ แต่ยอมรับว่าปืนและกระสุนปืนเป็นของตนเอง นอกจากนี้ยังพบว่านายอ้วนอม “พระรอด” ที่เป็นเครื่องรางของขลังในปากตลอดเวลา จนตำรวจถึงกับเอ่ยปากว่า ”คราวนี้พระรอด แต่คนไม่รอดเสียแล้ว”

เมื่อตรวจประวัติของนายอ้วนยังพบว่า เคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ตำรวจตั้งข้อหานายสินชัย หรือ อ้วนว่า มีอาวุธปืนในครอบครองโดยไมได้รับอนุญาต พกพาปืนไปในทางสาธารณะโดยไมได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุจำเป็น ต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงาน ควบคุมตัวไว้ดำเนินคดี ส่วน นส.ศิริรัตน์ พริตตี้สาวสวย ชื่อดัง ตำรวจปล่อยตัวไป

สำหรับนายสินชัย หรือนายอ้วน เป็นกลุ่มลูกคนรวยของเมืองชุมพร มีแผงเช่าพระเครื่อง ที่ บริเวณซุ้มประตูเมืองชุมพรเขาพาง ครอบครัวมีฐานะเข้าขั้นเศรษฐี มีเงินพกพาครั้งหลายแสนบาทอยู่เป็นประจำ

 

ที่มา : khaosod


สนใจ ทำSEO ทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับ 1 ของหน้า google หรือทำเว็บไซต์ให้ปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด มาทางนี้เลย! เรายินดีให้คำปรึกษา ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ คลิกเลย! รับทำ SEO

อม”พระรอด”..แต่ไม่รอด เสี่ยหนุ่ม-พริตตี้สาวซิ่งบีเอ็มแหกด่าน ตร.ค้นรถถึงผงะ!!

 

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่สภ.หลังสวน อ.หลังสวน จ.ชุมพร พ.ต.ท.ไพศาล ศรีสวัสดิ์ สวป.สภ.หลังสวน เปิดเผยว่า ในช่วงเวลา18.30 วันที่ 7 ตค. ในขณะที่ ตั้งด่านตรวจบนถนนสาย หลังสวน-ละแม ต.บ่างมะพร้าว อ.หลังสวน จ.ชุมพร ตามนโยบายกวาดล้างอาชญากรรม ช่วงเดือน ตค.นี้ ได้มีรถเก๋งบีเอ็ม รุ่น 320D สีขาว ทะเบียน2 กถ 366กทม. แล่นมาด้วยความเร็วสูง ตอนแรกทำทีเหมือนจะจอดรถให้ตรวจค้น แต่กลับเร่งความเร็วแหกด่านตรวจ ไปในทิศทาง อ.ละแม จ.ชุมพร

ตำรวจจึงได้ขับรถยนต์กะบะสายตรวจ ไล่ติดตามรถเก๋งบีเอ็มวิ่งหนีเข้าไปในซอยตัน แล้วถอยหลังออกมาด้วยความเร็ว พุ่งชนรถสายตรวจตำรวจอย่างแรง จนตำรวจต้องหักหลบ แต่ ทำให้รถด้านคนขับเสียหายพังทั้งแถบ คนร้ายภายในรถ ซึ่งเป็นชายหนุ่ม 1 คน และหญิงสาวสวยอีก 1คน ยังคงจะขับรถหลบหนีต่อ

ในจังหวะนั้นได้มีรถจยย.ของชาวบ้าน วิ่งเข้ามาจอดริมถนน ในจุดที่เกิดเหตุ คนร้ายที่เป็นผู้ชายจึงวิ่งออกมาจากรถบีเอ็ม ตรงเข้าไปชิงรถจยย.ของชาวบ้าน แล้วขับหลบหนี ทำให้ ตำรวจสายตรวจ 2 คนที่ติดตามเข้าไปติดๆ พุ่งกระชากตัวคนร้าย และ ดึงรถ จยย.ไว้ได้ ทำให้คนร้ายสิ้นฤทธิ์ ยอมให้จับกุม

 

 

จากการสอบสวนคนร้ายรายนี้มีชื่อว่านายสินชัย สอนสินลา อายุ 31 ชาวอ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เป็นเจ้าของแผงเช่าพระขนาดใหญ่ใน อ.เมืองชุมพร และน.ส.ศิริรัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี ชาวอ.โนนนารายณ์ จ.สุรินทร์ เป็นพริตตี้ โชว์ตามงานมอเตอร์โชว์

จากการสอบสวน นส.ศิริรัตน์ให้การว่า รู้จักกับนายสินชัย หรือเสี่ยอ้วน มาร่วม 2 ปี เมื่อ 2-3 วันก่อนได้ ขับรถบีเอ็มคันดังกล่าว มาจากกทม. มาหานายอ้วนที่ชุมพร เพื่อไปเที่ยวด้วยกันที่ จ.สุราษฏร์ธานี จนกระทั่งเช้าวันนี้ได้ออกจากสุราษฏร์ธานี แวะทำบุญตามวัดต่างๆ มีนายอ้วนเป็นผู้ขับรถ จนเข้าเขต อ.หลังสวน จ.ชุมพร นายอ้วนก็มีอาการ คล้ายคนถูกของขลัง มีอาการพูดจาเพ้อ ยกมือไหว้ตลอดเวลา จนกระทั่งมาเจอด่านตำรวจ และเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

จากนั้นตำรวจได้ตรวจค้นทั้งในตัวของคนทั้ง 2 และในรถยนต์ ในที่สุดก็พบว่าในกระโปรงท้ายรถ มีอาวุธปืน 9 มม.แมกนั่ม มีทะเบียน บรรจุกระสุนปืนเต็มแม็ก แต่ที่น่าตะลึง คือยังพบกระสุนปืน ขนาดต่างๆ อาทิ .380 จำนวน 40 นัด ขนาด7.56 จำนวน 7 นัด ขนาด9 มม.จำนวน 19 นัด ขนาด.22 จำนวน 4 นัด รวมกระสุนทั้งสิ้น 69 นัด เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์ 1 เครื่อง

 

จากการตรวจสอบ ไม่พบว่านายอ้วนมีใบอนุญาตพกอาวุธปืน อีกทั้งนายอ้วนยังให้การวกวน จับใจความไม่ได้ แต่ยอมรับว่าปืนและกระสุนปืนเป็นของตนเอง นอกจากนี้ยังพบว่านายอ้วนอม “พระรอด” ที่เป็นเครื่องรางของขลังในปากตลอดเวลา จนตำรวจถึงกับเอ่ยปากว่า ”คราวนี้พระรอด แต่คนไม่รอดเสียแล้ว”

เมื่อตรวจประวัติของนายอ้วนยังพบว่า เคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ตำรวจตั้งข้อหานายสินชัย หรือ อ้วนว่า มีอาวุธปืนในครอบครองโดยไมได้รับอนุญาต พกพาปืนไปในทางสาธารณะโดยไมได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุจำเป็น ต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงาน ควบคุมตัวไว้ดำเนินคดี ส่วน นส.ศิริรัตน์ พริตตี้สาวสวย ชื่อดัง ตำรวจปล่อยตัวไป

สำหรับนายสินชัย หรือนายอ้วน เป็นกลุ่มลูกคนรวยของเมืองชุมพร มีแผงเช่าพระเครื่อง ที่ บริเวณซุ้มประตูเมืองชุมพรเขาพาง ครอบครัวมีฐานะเข้าขั้นเศรษฐี มีเงินพกพาครั้งหลายแสนบาทอยู่เป็นประจำ

 

ที่มา : khaosod


สนใจ ทำSEO ทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับ 1 ของหน้า google หรือทำเว็บไซต์ให้ปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด มาทางนี้เลย! เรายินดีให้คำปรึกษา ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ คลิกเลย! รับทำ SEO